หลังจากไปตรวจร่างกาย คุณหมอก็บอกว่าเธอตั้งครรภ์เด็กฝาแฝด เธอได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก แต่ความสุขก็อยู่กับเธอเพียงชั่วลมหายใจ เพราะวินาทีต่อมาคุณหมอก็บอกว่า ลูกแฝดของเธอมีร่างกายเชื่อมติดกัน เสียงของหมอเหมือนฟ้าผ่าลงมาบนหัวเธอในวันฟ้าใส เธอรอคอยตั้งเนิ่นนานกว่าจะตั้งท้องนี้ คิดดังนั้นน้ำตาก็ไหลออกมาเป็นสาย
คุณหมอรอจนเธอสงบลง แล้วก็แนะนำว่าเธอควรจะเอาเด็กออก เพราะถ้าให้เด็กเกิดมาก็จะทุกข์ทรมานทั้งตัวเธอเอง ครอบครัว และตัวเด็กเอง ตอนนี้ครรภ์ของเธอเพิ่ง 4 เดือน เธออายุก็ไม่มาก รอให้สุขภาพแข็งแรงแล้วค่อยตั้งท้องใหม่ก็ได้ เธอฟังคุณหมอพูดจบก็ยิ่งสลด เธอไม่รู้จะบอกกับที่บ้านยังไง
หลังจากเธอนั่งคิดสักครู่ ก็ตอบคุณหมอด้วยความมั่นใจว่า เธอจะเก็บลูกทั้งสองไว้ ถ้าเด็กออกมาตัวติดกันจริงๆ ก็ค่อยผ่าตัด ไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะไม่ยอมสูญเสียพวกเขาไป คุณหมอเคารพการตัดสินใจของเธอ แล้วเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถึงเดือนกรกฎาคม อายุครรภ์เธอ 38 สัปดาห์แล้ว เธอลูบท้องตัวเอง ใจนึงก็รอคอยอย่างตื่นเต้น อีกใจก็คิดถึงหนทางข้างหน้าที่รอคอยเธออยู่
เมื่อถึงเวลาคลอด คุณหมอก็เตรียมผ่าตัดแยกเด็กไว้แล้ว แต่พอลูกแฝดของเธอคลอดออกมา ก็เหมือน ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เด็กสองคนเป็นอิสระต่อกัน ไม่มีส่วนใดของร่างกายติดต่อกันเลย
เมื่อได้ยินว่าลูกสองคนรักกันมากตั้งแต่อยู่ในท้อง คุณแม่ก็น้ำตาไหลพราก แต่คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ ความกลัว ความกดดัน การที่ต้องพยายามให้กำลังใจตัวเองในช่วงที่กำลังท้อง ในที่สุดก็สามารถผ่อนลงได้
การตัดสินใจของพ่อแม่เป็นการชี้ชะตาของลูกน้อย โชคดีที่คุณแม่ท่านนี้เลือกในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องเสียใจทีหลัง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการที่เธอเลือกที่จะให้กำเนิดลูกน้อยที่อาจจะมีลำตัวติดกัน ความกล้าที่จะยอมแบกรับภาระของเธอก็เป็นสิ่งที่น่านับถืออย่างยิ่ง นี่คงเป็นส่วนหนึ่งของความหมายของคำว่า “แม่” ที่ยิ่งใหญ่